สรุปศาสนา

ประวัติความเป็นมาศาสนาซิกข์

ศาสนาซิกข์ เป็นศาสนาแบบเอกเทวนิยม เนื่องจากหลักความเชื่อของศาสนาซิกข์ คือ ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว คือ “วาหคุรู” ปฏิบัติสมาธิในนามของพระเจ้า และโองการของพระเจ้า ศาสนิกชาวซิกข์จะนับถือหลักคำสอนของคุรุซิกข์ทั้ง 10 หรือผู้นำผู้รู้แจ้ง และคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ที่เรียกว่า “คุรุ ครันถ์ สาหิพ” ซึ่งเป็นบทคัดสรรจากผู้เขียนมากมาย จากภูมิหลังทางศาสนา และเศรษฐกิจสังคมที่หลากหลาย คัมภีร์ของศาสนาเป็นบัญญัติของคุรุ โคพินท์ สิงห์ คุรุองค์สุดท้ายแห่งขาลสา ปันถ (Khalsa Panth) การสอนและหลักปฏิบัติของศาสนาซิกข์มีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมของภูมิภาคปัญจาบในลักษณะต่างๆ กัน

ศาสดาของพุทธ

พระศาสดาพระองค์ปัจจุบันคือพระโคตมพุทธเจ้า มีพระนามเดิมว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ทรงเริ่มออกเผยแผ่คำสอนในชมพูทวีป ตั้งแต่สมัยพุทธกาล แต่หลังปรินิพพานของพระพุทธเจ้า พระธรรมวินัยที่พระองค์ทรงสั่งสอน ได้ถูกรวบรวมเป็นหมวดหมู่ด้วยการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรก[5] จนมีการรวบรวมขึ้นเป็นพระไตรปิฎกซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดของฝ่าย เถรวาท ที่ยึดหลักไม่ยอมเปลี่ยนแปลงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่ในการสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่สอง ได้เกิดแนวคิดที่เห็นต่างออกไป[6] ว่าธรรมวินัยสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลาและสถานการณ์เพื่อความอยู่รอดแห่งศาสนาพุทธ[7] แนวคิดดังกล่าวจึงได้เริ่มก่อตัวและแตกสายออกเป็นนิกายใหม่ในชื่อของ มหายาน ทั้งสองนิกายได้แตกนิกายย่อยไปอีกและเผยแพร่ออกไปทั่วดินแดนเอเชียและใกล้เคียง บ้างก็จัดว่า วัชรยาน เป็นอีกนิกายหนึ่ง แต่บ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของนิกายมหายาน แต่การจัดมากกว่านั้นก็มี[8] หลักพื้นฐานสำคัญของปฏิจสมุปบาท เป็นเพียงหลักเดียวที่เป็นคำสอนร่วมกันของคติพุทธ

พิธีกรรมของคริสต์

พิธีกรรมในคริสตศาสนาเรียกว่าศีลศักดิ์สิทธิ์
อันหมายถึงเครื่องหมายภายนอกที่พระเยซูคริสต์ทรงตั้งขึ้น
เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยให้คนไปสู่ความหลุดพ้นจากความทุกข์

ศีลศักดิ์สิทธิ์มี 7 ข้อ ดังนี้

1. ศีลล้างบาป มีความสำคัญดังนี้
-เป็นพิธีกรรมสำหรับผู้เริ่มต้นนับถีอศาสนาคริสต์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
-เป็นพิธีกรรมที่บาทหลวงทำพิธีล้างบาป เพราะมีความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีบาปติดตัวมาตั้งแต่เกิด
-นิกายโปรเตสแตนส์เรียกพินี้ว่าศีลจุ่ม
-บาทหลวงทำพิธีล้างบาปด้วยการเทน้ำมนต์ลงบนศีรษะ

2.ศีลกำลัง มีลักษณะดังนี้
– พระสังฆราชเจิมน้ำมันที่หน้าผากของเด็กโตที่รู้รับผิดชอบแล้ว เป็นรูปกางเขน
– พิธีที่แสดงว่าพระจิตเสด็จเข้าสู่จิตใจผู้นั้นแล้ว ถือเป็นคริสต์ชนโดยสมบูรณ์

3. ศีลแก้บาป ปฏิบัติดังนี้
–  คุกเข่าลงต่อหน้าบาทหลวงและสารภาพความผิดที่ได้กระทำไป เป็นการปลดเปลื้องบาปของตน
–  แสดงความพอใจหรือความสบายใจหลังจากการได้สารภาพบาปแล้ว

4. ศีลมหาสนิท

– การไปเร่วมในโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ที่เรียกว่า “มิสซา” เพื่อระลึกถึงชีวิตและคำสอนของพระเยซู
– คริสตชนต้องอดอาหารก่อน 1 ชั่วโมง แล้วจึงสวดบทสวดต่าง ๆ ตามที่กำหนด ครั้งถึงเวลารับศีลก็เดินไปคุกเข่าหรือยืนที่โต๊ะ  รับขนมปังและเหล้าองุ่นอันเป็นสัญลักษณ์แทนพระกายและพระโลหิตของพระเยซูคริสต์จากบาทหลวงหรือพระสงฆ์มารับประทาน พิธีนี้สืบเนื่องมาจาก “การเลี้ยงอาหารค่ำมื้อสุดท้าย” ของพระเยซูคริสต์

5. ศีลเจิมคนไข้ หรือเจิมครั้งสุดท้าย มีลักษณะดังนี้
– เป็นพิธีเจิมคนไข้ด้วยน้ำมันโดยบาทหลวง ต้องการให้คนไข้ระลึกถึงพระเจ้า เพื่อให้มีกำลังใจ ที่จะเอาชนะความเจ็บไข้ได้ป่วย

6. ศีลสมรส มีลักษณะดังนี้
– การประกอบพิธีแต่งงานในโบสถ์ระหว่างคู่บ่าวสาวโดยมีบาทหลวงเป็นผู้กระทำพิธีให้และ เป็นสามีภรรยากันโดยถูกต้องตามกฎของศาสนา

7. ศีลบวชหรืออนุกรม  มีลักษณะดังนี้
–  การประกอบพิธีบวชเป็นบาทหลวง  โดยมีพระสังฆราชเป็นผู้กระทำพิธี

 

อ้างอิงจาก https://www.youtube.com/watch?v=oq8p5r7pvPA[/embe d]

https://www.youtube.com/watch?v=MRnf3foz T2k

https://www.youtube.com/watch?v=N23KrMns PRA

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s